กระบวนการตรวจสอบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

      การตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งกับเกษตรกรอินทรีย์ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
      • การตรวจสอบรับรองมาตรฐานช่วยให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการเลือกซื้อหาและบริโภคสินค้าเกษตร อินทรีย์ จึงเป็นการช่วยส่งเสริมการตลาดของผลผลิตเกษตรอินทรีย์
      • ช่วยปกป้องผู้ผลิตที่ทำการผลิตด้วยกระบวนเกษตรอินทรีย์จริงจากการกล่าวอ้างโดยผู้ที่ไม่ได้ทำเกษตร อินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าไม่ได้มาตรฐานจำนวนมากแอบอ้างว่าเป็นผลิตผลเกษตรอินทรีย์ อีกทั้งสินค้านำเข้า จากต่างประเทศได้เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดทั้งที่เป็นผลผลิตที่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ การตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์จึงมีบทบาทในการปกป้องเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศได้ในระดับหนึ่ง
      • การส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปต่างประเทศ มีหลายประเทศที่มีระเบียบกฎหมายทางการตลาดที่กำหนด ให้มีการตรวจสอบรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ในกรณีเช่นนี้การรับรองมาตรฐานช่วยเปิดตลาดที่กว้างขึ้น เพิ่มจากตลาดเดิมให้กับผู้ผลิต
      • เนื่องจากระบบการตรวจสอบรับรองมาตรฐานกำหนดให้เกษตรกรต้องจดบันทึกข้อมูลการผลิตต่างๆ ซึ่งข้อมูล เหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
      • ข้อมูลที่หน่วยงานรับรองมาตรฐานรวบรวมขึ้นมาจากการตรวจฟาร์มนับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในการวาง แผนการตลาด การกำหนดนโยบาย และการวางแผนการวิจัยสนับสนุน

       เมื่อการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สำคัญอย่างนี้แล้ว เกษตรกรผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการจะต้องทำอย่างไร ถึงได้รับการรับรอง ซึ่งในรายละเอียดกระบวนการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของแต่ละหน่วยตรวจ รับรองเกษตรอินทรีย์จะแตกต่างกันออกไป ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการควรศึกษาขั้นตอนอย่างละเอียด โดยเปรียบเทียบในเรื่องรายละเอียดของข้อกำหนดมาตรฐาน ค่าใช้จ่าย ความรวดเร็ว คุณภาพของการให้บริการ ตลอดจนความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน และการยอมรับผลการตรวจรับรองของหน่วยงานนั้นโดยผู้ซื้อ หรือ หน่วยงานที่กำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศ เพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจเลือกหน่วย ตรวจรับรอง

       อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์จะประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 7 ขั้นตอน คือ
1) การสมัคร
     ในขั้นตอนแรกของกระบวนการตรวจรับรอง เกษตรกรหรือผู้ประกอบการจะต้องติดต่อกับหน่วยงานรับรอง เพื่อขอข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหน่วยงานรับรองจะจัดส่งชุดเอกสารการสมัคร ซึ่งจะประกอบด้วย
• มาตรฐานการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์
• ข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยตรวจรับรอง
• ข้อกำหนดและระเบียบในการตรวจรับรอง
• เอกสารใบสมัคร รวมข้อตกลง/สัญญาในการขอการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์
• ค่าใช้จ่ายในการตรวจและการรับรอง

ผู้สมัครจะต้องกรอกข้อมูลในเอกสารใบสมัคร รวมทั้งจัดเตรียมข้อมูลประกอบตามที่หน่วยตรวจรับรองกำหนด ซึ่งเอกสารดังกล่าวอาจประกอบด้วยประวัติฟาร์ม/ที่ดิน แผนผังฟาร์ม แผนการปรับเปลี่ยนฟาร์มเข้าสู่ระบบ เกษตรอินทรีย์ แผนการผลิต เป็นต้น

2) จ่ายค่าตรวจรับรอง
     หน่วยตรวจรับรองอาจกำหนดให้ผู้สมัครจ่ายค่าธรรมเนียมตรวจรับรองพร้อมกับการส่งเอกสารการสมัครหรือ อาจเรียกเก็บค่าตรวจรับรองหลังจากที่ได้ตรวจประเมินข้อมูลรายละเอียดในเอกสารการสมัครเบื้องต้นก่อน หรือในบางกรณี อาจมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเบื้องต้นก่อน และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรอง เพิ่มเติมภายหลังการตรวจหรือการรับรองก็ได้ โดยปกติทั่วไป ผู้สมัครจะไม่จ่ายค่าตรวจรับรองให้กับผู้ตรวจ โดยตรง แต่จะจ่ายกับหน่วยรับรองเพื่อป้องกันอคติและผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ตรวจกับผู้สมัคร

เมื่อได้รับเอกสารแจ้งให้มีการชำระค่าตรวจรับรอง ผู้สมัครจะต้องดำเนินการชำระค่าตรวจรับรองให้ หน่วยงานรับรองก่อน หน่วยงานรับรองจึงจะดำเนินการในขั้นต่อไป ดังนั้นการชำระเงินล่าช้าย่อมทำให้ กระบวนการตรวจรับรองเสียเวลาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

3) การตรวจ
     เมื่อได้รับเอกสารใบสมัครแล้ว หน่วยตรวจรับรองจะทำการตรวจประเมินเอกสารดังกล่าวว่า จัดส่งเอกสาร สมบูรณ์ครบถ้วนหรือไม่ รวมทั้งตรวจประเมินว่า ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการมีการปฏิบัติที่อยู่ในขอบข่ายที่จะ ขอรับการตรวจรับรองหรือไม่รวมทั้งมีความพร้อมในการขอการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์หรือไม่ บางหน่วยงานรับรองอาจมีการให้บริการตรวจประเมินการผลิตเบื้องต้น เพื่อประเมินความพร้อมของผู้สมัคร ในการรับรองมาตรฐานก็ได้ โดยการตรวจประเมินการผลิตเบื้องต้นนี้ มักจะรวมถึงการไปตรวจประเมินที่ฟาร์ม หรือสถานที่ผลิตของผู้สมัครนั้น

       หลังจากตรวจประเมินเอกสารแล้ว หากไม่มีปัญหาสำคัญอะไร หน่วยงานรับรองก็จะมอบหมายงานตรวจให้ กับผู้ตรวจ แต่หากหน่วยงานรับรองประเมินว่า ผู้สมัครไม่อยู่ในขอบข่ายที่จะขอการรับรอง หรือยังไม่พร้อมที่ จะได้รับการรับรองมาตรฐาน หน่วยงานรับรองอาจปฏิเสธที่จะรับสมัครตั้งแต่ในขั้นตอนนี้

       ในการมอบหมายงานตรวจนี้ หน่วยตรวจรับรองจะจัดส่งเอกสารการสมัครให้กับผู้ตรวจ รวมทั้งคำสั่งเพิ่มเติม ในการตรวจประเมินจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการตรวจ เพื่อตรวจประเมินการปฏิบัติในบางเรื่องที่หน่วยงาน รับรองคาดว่า จะเป็นจุดอ่อนหรือความเสี่ยงในการผลิตและจัดการผลผลิตเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการปฏิบัติ ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และข้อกำหนดในการรับรอง

       จากนั้น ผู้ตรวจจะทำการนัดและประสานงานกับผู้สมัครโดยตรง เพื่อตรวจประเมิน โดยจะตรวจเช็คข้อมูล ประเมิน สังเกต สำรวจ สัมภาษณ์ แล้วจึงจัดทำรายงานการตรวจฟาร์ม/สถานที่ผลิตของผู้สมัครตามที่ได้รับ การมอบหมาย ซึ่งรายงานการตรวจนี้ จะสรุปสิ่งที่ผู้ตรวจได้พบเห็นและรับรู้จากการตรวจ รวมทั้งมีการ ประเมินจุดอ่อนและจุดแข็งของผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการให้กับหน่วยงานรับรองได้ทราบ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ตรวจจะทำการสรุปผลการตรวจเป็นวาจาแจ้งให้ผู้สมัครก่อนที่จะเสร็จสิ้นการตรวจ รวมทั้งส่งสำเนารายงาน การตรวจให้ภายหลังการตรวจ เพื่อให้ผู้สมัครยืนยันรับทราบรายงานการตรวจ

4) การรับรอง
     เมื่อผู้ตรวจจะส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ พร้อมเอกสารแนบต่างๆ ที่ได้จากการตรวจให้กับหน่วยตรวจรับรอง จากนั้น หน่วยตรวจรับรองจะประเมินความเรียบร้อยของรายงานตรวจ และดำเนินการพิจารณาผลการตรวจ เพื่อตัดสินใจให้การรับรองการผลิตและการประกอบการนั้น โดยการพิจารณารับรองอาจดำเนินการโดย เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรับรองเอง หรืออาจเป็นในรูปของคณะกรรมการรับรองที่จัดตั้งขึ้นโดยหน่วยงานรับรอง

การพิจารณารับรองอาจมีผลการพิจารณาในลักษณะหนึ่งลักษณะใดดังต่อไปนี้
       • รับรองโดยไม่มีเงื่อนไข
       • รับรองโดยมีเงื่อนไขให้ผู้สมัครต่อปฏิบัติตามให้แล้วเสร็จก่อนการรับรองจะมีผล
       • รับรองโดยมีเงื่อนไขให้ผู้สมัครต่อปฏิบัติตามให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด
       • ไม่รับรอง
       • เลื่อนการพิจารณา เนื่องจากมีข้อมูลในการพิจารณาตัดสินใจไม่เพียงพอ และต้องมีการตรวจเพิ่มเติม

ผลการพิจารณารับรองอาจมีรายละเอียดได้ในหลายลักษณะ เช่น อาจมีการรับรองบางแปลงเท่านั้น หรืออาจมีรับรองเฉพาะผลผลิตบางชนิด

5) การแจ้งผล
     ผลของการพิจารณาจะแจ้งให้กับผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการที่สมัครขอการรับรองได้รับทราบ โดยปกติมักจะ เป็นการแจ้งผลเป็นลายลักษณ์อักษรทางจดหมาย และอาจมีการให้ผู้สมัครลงนามรับทราบผลการรับรอง ตลอดจนเงื่อนไขของการรับรอง รวมทั้งประกาศนียบัตรรับรองการผลิต-ประกอบการเกษตรอินทรีย์

6) การอุทธรณ์
     ในกรณีที่ผู้สมัครมีความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณารับรอง รวมถึงเงื่อนไขที่กำหนดขึ้น ผู้สมัคร มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ผลการรับรองให้หน่วยตรวจรับรองพิจารณาทบทวนใหม่ ซึ่งหน่วยตรวจรับรองอาจมี โครงสร้างและขั้นตอนในการพิจารณาคำอุทธรณ์ที่แตกต่างกัน โดยปกติทั่วไป ผู้ที่จะพิจารณาคำอุทธรณ์นี้ จะต้องไม่ใช่บุคคลเดียวกันกับที่ได้พิจารณาการรับรองในครั้งแรก

7) ประกาศนียบัตรและการใช้ตรารับรอง
     หน่วยงานรับรองอาจส่งประกาศนียบัตรการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้กับผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการ พร้อมกันกับจดหมายแจ้งผล หรืออาจจัดส่งให้ภายหลังก็ได้ พร้อมกันนั้น ผู้สมัครก็จะได้รับแจ้งรายละเอียด เกี่ยวกับสิทธิและเงื่อนไขรายละเอียดในการใช้ตรารับรองเกษตรอินทรีย์ ซึ่งอาจใช้ตรารับรองเกษตรอินทรีย์ บนผลิตภัณฑ์และในสื่อต่างๆ ของผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการ เช่น นามบัตร แผ่นพับ เว็บไซต์

แชร์บทความนี้Share on Facebook629Tweet about this on Twitter0Email this to someonePrint this page

Related posts